วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ที่มาของ Blog นี้

หลานสาวของผม 5 ขวบแล้ว
ผมเริ่มสังเกตพฤติกรรมที่แตกต่างจากเด็กทั่วไป
ไม่ว่าจะกิจกรรม หรือพฤติกรรมต่างๆ

หลายปีก่อน ผมนึกว่าเป็นอาการที่ทางบ้านตามใจจนเคยตัว
จนไม่มีวินัย เนื่องจากเป็นหลานคนแรก และเป็นที่รักของทุกคน

ต่อมาเริ่มสังเกตว่า อาจเป็นโรคสมาธิสั้น
ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมช่วยเหลือได้

แต่เมื่อพบคุณหมอ ก็ได้รู้จักกับ Asperger's Syndrome
หนังสือที่แนะนำคือ "The Complete Guide to Asperger's Syndrome" by Tony Attwood
กลับอธิบายถึงพฤติกรรมได้ตรงกว่า

และเมื่อได้อ่าน ได้ศึกษามากขึ้น
พบว่า การอธิบายในเชิงลึก และข้อมูลเกี่ยวกับแอสเพอร์เกอร์ในประเทศไทยนั้นยังอยู่ในวงแคบ
ทั้งที่อาการแอสเพอร์เกอร์เป็นอาการที่มีมานานแล้ว
พบได้ทั้งผู้ใหญ่ และเด็ก
มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

แอสเพอร์เกอร์นั้น จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจอย่างมาก
ทั้งต้องเข้าใจตัวเอง และคนรอบข้างที่ต้องเข้าใจผู้เป็นแอสเพอร์เกอร์
ก่อนที่ผู้เป็นแอสเพอร์เกอร์จะถูกสังคมคิดว่าเป็นปัญหาแบบไม่ตั้งใจด้วยวิธีต่างๆ
ซึ่งเป็นการเสียโอกาสของผู้เป็นแอสเพอร์เกอร์ที่มีศักยภาพทั่วๆ ไปไม่แตกต่างจากคนปกติ

แอสเพอร์เกอร์นี้ จำเป็นต้องได้รับการเผยแพร่
เพื่อให้สังคมมีความเข้าใจในคนกลุ่มนี้มากขึ้น

โดยเฉพาะเด็กแอสเพอร์เกอร์ หากได้รับการวินิจฉัยในวัยที่เร็วขึ้น
จะช่วยปรับพฤติกรรมของเขาได้อย่างมาก
และลดการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม จากความไม่เข้าใจอาการแอสเพอร์เกอร์ได้อย่างมาก

และสำหรับผู้ใหญ่บางคน ที่ยังไม่เข้าใจตัวเองว่ามีปัญหาอะไร
เช่น การเข้ากับเพื่อนไม่ได้ หรือมีปัญหาในที่ทำงาน
ท่านอาจเป็นแอสเพอร์เกอร์ โดยที่ไม่รู้ตัวมาตลอด

ดังนั้น เวบบล๊อกนี้ จะพยายามรวบรวมข้อมูลทั้งจากผู้เชี่ยวชาญ จากการหาข้อมูลในหนังสือ และจากประสบการณ์
เพื่อให้เป็นช่องทางหนึ่งที่จะนำความรู้ ประสบการณ์มาร่วมกัน

เพื่อผู้เป็นแอสเพอร์เกอร์ ที่เขาไม่ได้เป็นปัญหา เพียงแต่แค่เขามีความแตกต่าง

4 ความคิดเห็น:

Pornpak กล่าวว่า...

ขอบคุณมากค่ะ ที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพราะจากข้อมูลนี้คิดว่าตนเองเป็นอาการนี้ค่ะ คือ ตั้งแต่เด็กมาไม่ชอบการเข้าสังคม ไม่ชอบเรียนหนังสือ ไม่ชอบทำการบ้าน ครูสอนก็ไม่เข้าใจ ไม่ชอบร่วมกิจกรรมเลย เพราะไม่เข้าใจว่าเพื่อนๆ ทำอะไรกัน ทำไปทำไม รู้สึกว่าที่เพื่อนทำอยู่มันไร้สาระ จึงไม่ค่อยมีเพื่อน พอโตมาก็คุยกับเพื่อนวัยเดียวกันไม่ค่อยได้ ต้องคบคนที่อายุมากกว่าหลายปี เพราะไม่เข้าใจมุขตลก เวลาเค้าคุยเล่นกันผวนคำก็ทำไม่เป็น เวลาเค้าคุยกันก็ไม่ค่อยเข้าใจ ต้องให้เพื่อนนั่งอธิบายทุกครั้งที่คุยกัน เป็นคนที่ชอบคุยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของตัวเอง ไม่อยากฟังเรื่องของคนอื่น ตั้งแต่โตมามีเพื่อนสนิทอยู่แค่คนเดียว ทำงานก็เข้ากับเพื่อนร่วมงานกับหัวหน้างานไม่ค่อยได้ สื่อสารกันไม่เข้าใจ เค้าคิดว่าเราก้าวร้าว แล้วก็กวนประสาท กว่าจะโตขึ้นมาได้ก็ทรมานมาก เพราะสังคมรอบข้างแม้แต่พ่อกับแม่ก็ไม่เข้าใจเราคิดว่า เราดื้อมากไม่เชื่อฟังพ่อแม่ (และเราเองก็ไม่ยอมด้วยคิดว่าพ่อกับแม่ไม่มีเหตุผล)สมัยเด็กทะเลาะกันเป็นประจำ พอแต่งงานก็มีปัญหากับครอบครัวของแฟนอีกจนต้องหย่ากัน พออ่านข้อมูลนี้พอเข้าใจตัวเองมากขึ้นแล้วก็รู้สึกว่า เออ ที่เราเป็นแบบนี้ก็ไม่ใช่เพราะเราแปลกกว่าคนอื่นหรือเราบ้านะ มันที่มาที่ไป แต่ก็ไม่รู้ว่าปัญหาที่เกิดน่ะ เราเอาอาการนี้มาเข้าข้างตัวเองหรือเปล่าน่ะค่ะ แล้วพอรู้อย่างนี้แล้ว ต่อไปในอนาคตจะปฏิบัติตัวอย่างไรดี ควรไปพบจิตแพทย์มั้ย เพราะเท่าที่หาข้อมูลใน web มีแต่การแก้ไขปัญหาของเด็กๆ แต่คนที่โตแล้วมารู้อาการของตัวเองทีหลังจะปฏิบัติตัวอย่างไรดีให้อยู่ในสังคมได้ ถ้ามีข้อแนะนำยังไงก็รบกวนด้วยนะคะ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

LekParinya กล่าวว่า...

เรียน คุณ Pornpak
ขอบคุณที่ร่วมกันเติมประสบการณ์นะครับ

เท่าที่อ่านหนังสือ และฟังมา
พบข้อมูลว่า ผู้เป็นอาการนี้
พอโตขึ้น อาการต่างๆ จะลดน้อยลง
อาจเหลือแค่สมาธิสั้น ใจร้อน โมโหร้าย
หรือแสดงออกแค่ กัดเล็บ หรือ กระวนกระวายในบางสถานการณ์

ผมเชือว่า
โรคนี้ไม่ใช่โรคจิต หรือ โรคประสาทนะครับ
แค่มี Logic ที่คิดต่างไปจากคนอื่น
มีสิ่งที่เด่น และด้อย เหมือนคนทั่วไป

การพบจิตแพทย์ ผมไม่แน่ใจว่าจะช่วยได้หรือไม่
แพทย์หลายคน ยังไม่รู้จักอาการนี้จริงๆ เลยครับ

ทางตะวันตก เชื่อว่ารักษาไม่หาย
เพราะเป็นกระบวนการทำงานของสมอง

ปัญหาหลักๆ ของผู้เป็น Aspergers คือ
การโมโห และการมีอาการบางอย่างที่ทำโดยไม่รู้ตัว

ในทางตะวันออกแบบบ้านเรา
มีหนทางทางพุทธ เช่น การฝึกให้มีสติ รู้ตัว
ผมพยายามจะฝึกให้หลานผม
แต่เขายังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจครับ

จริงๆ ผมอยากขอคุยกับคุณ Pornpak แบบเจอตัวนะครับ
ผมอยากพูดคุยกับ ผู้เป็น Aspergers ที่โตแล้ว และรู้ตัวแล้วที่น่าจะเข้าข่ายอาการนี้
ผมอยากทราบแนวทางการปรับตัว
ข้อควรระวัง ข้อควรปฏิบัติ เพื่อเป็นแนวทางให้หลานผม

ถ้าไม่รบกวนจนเกินไป
ช่วยติดต่อผม ปริญญา
parinya.c@gmail.com
หรือ โทรมาก็ได้ครับที่
085-820-6999

ขอบคุณครับ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ลองดูที่นี่ครับ น่าจะได้ประโยชน์ www.aspergerssociety.org/articles/45.htm

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ตกใจเลยครับ ไม่คิดว่าในเมืองไทยโรคนี้จะเริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว
ตัวผมเอง มีอาการของโรคนี้ชัดเจนมาตั้งแต่สมัย และโดนแพทย์วินิจฉัยว่าเป็น แต่เมื่อตอนนั้น (20กว่าปีมาแล้ว)ความสนใจของสังคมที่มีต่อผู้ป่วยโรคนี้จะแทบไม่มีเลย ดังนั้นวัยเด็กของผมเลยผ่านมาได้อย่างทุลักทุเล
ช่วงประถมถึงมัธยมต้น ปัญหาการถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน เป็นชีวิตประจำวันของผมไปเลย

ช่วงแรกที่เริ่มมีอาการนี่ จะออกแนวงานอดิเรกแปลกๆมากกว่าครับ เช่นเก็บดินใส่หลอดกากเพชรมาสะสม คอยสังเกตุถึงกลิ่นและสีที่เปลี่ยนไปของดินอะไรแบบนี้ พอโตขึ้นก็เริ่มติดการอ่านหนังสือแบบหมกมุ่น คืออ่านมันไม่กินไม่นอนเลย (ถ้าสมัยนั้นอินเตอร์เนทแพร่หลาย ผมก็คงติดอินเตอร์เนทแหละครับ 55+)
โตขึ้นมาอีกนิดหนึ่งก็มีเพิ่มอาการติดเกมอย่างหนักอีก
ซึ่งตรงนี้คงต้องยกความดีให้คุณแม่ผม ท่านเป็นคนอดทนและเลี้ยงบุตรด้วยความรักจริงๆ เลยทำให้อาการก้าวร้าวอย่างรุนแรงไม่ค่อยปรากฏให้เห็นสักเท่าไร (แต่อาการสร้างโลกจินตนาการยังแสดงผลอยู่ครับ)

นอกจากอาการป่วยที่ยกมาด้านบนนั้น ความแตกต่างกับคนทั่วไปคือผมมีความสามารถพิเศษด้านภาษาค่อนข้างสูง ตั้งแต่เด็กจนจบมัธยมปลาย ผมไม่เคยเรียนภาษาอื่นเลยนอกจากภาษาอังกฤษ เนื่องจากวิชาสายที่เลือกเรียนคือวิทย์คณิต (ตามใจคุณแม่) แต่ผมเป็นนักเรียนวิทย์คณิตที่ไม่ดีเอามากๆ คือไม่สนใจเรียนเลยครับ แต่กลับเอาเวลาไปนั่งอ่านตำราภาษาญี่ปุ่น คือท่องพจนานุกรมญี่ปุ่นเล่นในห้องเรียนเคมีเลย ท้ายที่สุดก็กลายเป็นว่าผมได้มาเรียนสายภาษาญี่ปุ่นในมหาวิทยาลัย สอบชิงทุนการศึกษาได้ และไปได้ดีในสายงานอาชีพนี้ชนิดที่เรียกว่าดีเอามากๆ (ขนาดที่ตัวเองไม่เคยจินตนาการมาก่อน)นอกจากนั้นความสามารถพิเศษอีกอย่างที่มีคือตรรกศาสตร์ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย วิชานี้ผมสอบได้เต็มเป็นประจำทั้งๆที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์เลย

ข้อเท็จจริงที่ผมรับรู้ได้ในตอนนี้คือ อาการของโรคนี้ไม่ได้หายไปนะครับ ปัจจุบันผมอายุ 26 ยังคงควบคุมอาการโกรธได้ยากอยู่ แต่เรียนรู้วิธีที่จะไม่ทำให้เกิดอาการโกรธเลย เท่าที่ลองดูมันง่ายกว่า

ปัจจุบันนี้ผมทำงานอยู่สถาบันการเงินสัญชาติญี่ปุ่น และกำลังศึกษาต่อคณะนิติศาสตร์ภาคบัณฑิตครับ
เป็นกำลังใจให้หลานของเจ้าของกระทู้ครับ
ผมเชื่อว่าข้อเสียของอาการ "เกลียดความพ่ายแพ้" จะเป็นตัวช่วยให้ชีวิตของเธอประสบความสำเร็จได้ไม่แพ้ หรือแม้แต่ไปได้ไกลกว่าคนธรรมดาครับ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ยินดีที่ lord_valex0@hotmail.com ครับ